แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พะเยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พะเยา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อ่างเก็บน้ำห้วยยัดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เมื่อ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2543 นายบุญช่วย บัวเย็น ราษฎร ต.แม่ลาว อ.เชียงคำ จ.พะเยา ได้มีหนังสือขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้ทางราชการดำเนินการก่อสร้างอ่าง เก็บน้ำที่ลำห้วยยัด เพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและช่วยเหลือ พื้นที่การเกษตรของราษฎรหมู่ที่ 12 บ้านผาลาด ต.แม่ลาว อ.เชียงคำ จ.พะเยา

ต่อมาทางสำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือไปยังกรมชลประทานขอให้พิจารณาศึกษา ความเป็นไปได้ตามที่ราษฎรร้องขอ ทางกรมชลประทานได้เข้าไปศึกษารายละเอียดของพื้นที่พบ ว่ามีความเป็นไปได้สำหรับการดำเนินการตามที่ ราษฎรร้องขอ โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ดังกล่าวจึงเกิดขึ้น พร้อมกันนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยยัดไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2544

อ่างเก็บน้ำห้วยยัดตั้งอยู่ที่บ้านผาลาด หมู่ที่ 3 ต.แม่ลาว อ.เชียงคำ จ.พะเยา สร้างเพื่อจัดหาน้ำช่วยเหลือ ต.แม่ลาว อ.เชียงคำ ให้มีน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร กรมชลประทานเป็นประเภทของโครงการการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรและการอุปโภค บริโภค เป็นการก่อสร้างทำนบดิน ขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 200 เมตร สูง 14 เมตร พร้อมระบบส่งน้ำ ซึ่งสามารถช่วยเหลือพื้นที่ชลประทานได้ 2,100 ไร่ โดยได้รับงบประมาณในการก่อสร้างจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สามารถจัดหาแหล่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 2,100 ไร่ โดยมีความจุที่ระดับเก็บกัก 1.06 ล้าน ลูกบาศก์เมตร

ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำแห่งนี้สามารถช่วยเหลือราษฎร เพื่อใช้อุปโภคบริโภคและใช้สอยประเภทอื่น ๆ อีกกว่า 117 ครัวเรือน ประชากรกว่า 565 คน ที่สำคัญได้เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี เมื่อถึงช่วงหน้าฝน และเมื่อถึงหน้าแล้งก็ยังคงมีน้ำให้ได้ใช้อย่างต่อเนื่อง ยังผลให้ราษฎรสามารถทำการเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด

ประเภทพืชที่ปลูกในช่วงฤดูฝนจะเป็นจำพวกข้าวนาปี เมื่อถึงฤดูแล้งก็ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปลูกได้มากถึง 2 รุ่น อันเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าพื้นที่นั้นมีน้ำเพียงพอ โดยเฉพาะน้ำที่เป็นต้นทุนพื้นฐานของระบบน้ำตามธรรมชาติ คือน้ำใต้ดิน ด้วยเหตุนี้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงสามารถทำได้ นอกจากนี้ก็ยังมีการปลูกหอมแดงเป็นจำนวนไม่น้อยในแต่ละปีอีกด้วย

ที่สำคัญและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่อื่น ๆ ที่มักจะมีปัญหาเรื่องของน้ำ คือราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำห้วยยัดแห่งนี้ มิได้นั่งและนอนรอน้ำจากอ่างให้ไหลลงมาในพื้นที่เพาะปลูกของตนเองเพียงอย่าง เดียว หากแต่มีการจัดตั้งกันขึ้นมาเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ มีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ช่วงไหนเวลาใด ราษฎรรายใดต้องการน้ำก็จะปล่อยลงไปให้ เมื่อเพียงพอก็จะหยุดปล่อย จึงทำให้น้ำทุกหยดจากอ่างเก็บน้ำได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มคุณค่า

และในระหว่างที่พื้นที่เพาะปลูกต้องการใช้น้ำน้อย น้ำที่เก็บกักอยู่ในอ่างก็จะซึมซับไปโดยรอบบริเวณของอ่างเก็บน้ำยังผลให้ พื้นที่โดยรอบมีความชุ่มชื้นอย่างเต็มที่ จึงเป็นผลให้น้ำใต้ดินมีปริมาณที่มากพอเพื่อการเพาะปลูกพืชที่ไม่ต้องการน้ำ แบบไหลผ่านอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั่นเอง

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นที่พระองค์ทรงให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎร ให้ได้มีได้ใช้ไปชั่วชีวิตและตลอดชั่วลูกชั่วหลาน แบบไม่ต้องกังวลเรื่องอดอยากลำบากยากแค้นแสนเข็ญเหมือนเช่นในอดีตกันอีกต่อไป

บ้านทุ่งกระเทียม จ.พะเยา ชุมชนต้นแบบบริหารน้ำดีเด่น

อ่าง เก็บน้ำห้วยไฟ อันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านทุ่งกระเทียม ต.ภูซาง อ.ภูซาง จ.พะเยา ที่นี่มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อบริหารจัดการน้ำ ในนามของกลุ่มผู้ใช้น้ำและได้รับรางวัลการบริหารจัดการน้ำดีเด่นในเขตภาค เหนือ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้พัฒนาอ่าง เก็บน้ำห้วยไฟแห่งนี้ ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาเกษตรครบวงจรโดยมีกรมวิชาการเกษตรดูแล มีการบูรณาการแบบเบ็ดเสร็จ เช่นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง กรมประมงดูแลการส่งเสริมการประมง กรมพัฒนาที่ดินดูแลการพัฒนาที่ดิน ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรจัดการแปลงเกษตรแบบขั้นบันได กรมชลประทานดูแลเรื่องระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำไปยังแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา

ในอดีตก่อนที่จะมีอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ขึ้นมา ราษฎรในพื้นที่มีความยากลำบากมาก เนื่องจากป่าต้นน้ำถูกทำลายทำให้เกิดความแห้งแล้ง ต่อมาราษฎรไม่น้อยกว่า 5 หมู่บ้าน ต้องอพยพไปหาที่ทำกินแห่งอื่น เช่น อ.เชียงของ จ.เชียงราย อ.ท่าวังผา จ.น่าน แต่หลังจากได้ถวายฎีกาขออ่างเก็บน้ำ ราษฎรที่อพยพออกไปก็กลับเข้าสู่ภูมิลำเนาเดิมด้วยพบว่าพื้นที่มีความสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชตามที่ถนัด

ทั้งนี้เมื่อปี 2524 ทางกรมชลประทานได้เข้าสำรวจพื้นที่ภายหลังจากที่ราษฎรได้ฎีกา ขอความช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พบว่ามีความเป็นไปได้จึงก่อสร้างทันที เสร็จประมาณต้นปี 2526 จากนั้นปี 2531 ราษฎรในพื้นที่ได้จัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้น โดยเริ่มแรกกลุ่มนอกจากทำหน้าที่ด้านการบริหารจัดการน้ำแล้วก็ยังทำหน้าที่ เก็บผลผลิตข้าวจากสมาชิกที่ทำนาได้ผลดีเอามารวมกัน เพื่อให้เกษตรกร รายที่มีผลผลิตไม่ค่อยได้ผลมากู้ยืมไปบริโภคภายในครัวเรือนจนถึงปี 2535 ก็หยุดเก็บ เนื่องจากทุกคนมีข้าวเต็มยุ้งฉางใช้บริโภคได้ทั้งปี ด้วยมีน้ำอุดมสมบูรณ์ทำให้ผลผลิตข้าวต่อไร่ดีขึ้นจากที่เคยได้ไร่ละ 40-50 ถัง ก็เพิ่มเป็น ไร่ละ 60-70 ถัง และเป็นผลให้ราษฎรที่จากเดิมหลังเก็บเกี่ยวจะอพยพไปขายแรงงานที่อื่น มา เป็นไม่ต้องห่างเหินครอบครัวอีกต่อไป เพราะเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงประจำฤดูกาลแล้วก็สามารถเพาะปลูกพืชในฤดู แล้งได้อย่างต่อเนื่องทันทีเพราะมีน้ำเพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น กระเทียม หอมแดง ถั่วลิสงและพืชอื่น ๆ อีกหลายชนิด

วันก่อนคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักราชเลขาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมพื้นที่โดยมีคุณเรืองวรรณ บัวนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา หัวหน้าส่วนราชการและราษฎรในพื้นที่ให้การต้อนรับและนำ ชม

พบว่าภายหลังจากที่มีการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่ป่าบริเวณทางตอนเหนือของอ่าง เก็บน้ำ เป็นผลให้น้ำในอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอสำหรับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และในตอนนี้ทางจังหวัดพะเยาได้เพิ่มความรู้ด้านงานวิชาการเรื่องของการเพาะ ปลูกกระเทียมและพืชหลัก ต่าง ๆ ที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่ให้กับเกษตรกร เพื่อให้สามารถเพิ่มผลผลิตในพื้นที่การเพาะปลูกมากกว่าที่ผ่านมา เช่น การจัดการแปลงเกษตรแบบขั้นบันไดอย่างถูกวิธี ระบบส่งน้ำ การปลูกพืชพลังงานทดแทน รวมทั้งเรื่องประมง และเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมกันนี้ก็ได้มีการเน้นการดูแลระบบนิเวศของป่าต้นน้ำลำธาร เพราะที่นี่หัวใจคือเรื่องความสมบูรณ์ของต้นน้ำลำธาร โดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาช่วยดูแลจัดทำฝายชะลอความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่

วันนี้อ่างเก็บน้ำห้วยไฟ อันเนื่องมา จากพระราชดำริ ได้ก้าวเข้าสู่คำว่า เป็นแหล่ง บริหารจัดการน้ำที่ราษฎรเป็นผู้ดำเนินการและมีหน่วยงานราชการเป็นพี่เลี้ยง ภายใต้แนวทางการบูรณาการที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับพื้นที่อื่น ๆ ได้นำไปเป็นแบบอย่างเพื่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของตนเองกันอย่าง กว้างขวางต่อไป.