จาก พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง การประกอบอาชีพอย่างพออยู่พอกิน โดยอาศัยการผลิตเพื่อให้เกิดในครัวเรือน และเหลือจากการใช้ในครัวเรือนก็นำไปจำหน่ายเพื่อก่อให้เกิดรายได้ เป็นการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ได้มีแนวพระราชดำรัสให้ดำเนินการเกษตรผสมผสาน ตามแนวทฤษฎีใหม่
และได้ดำริให้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ตามศูนย์ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยเน้นในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทดลอง การผลิตทั้งพืชและสัตว์ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริและสืบสานพระราชปณิธานและดำเนินตามรอยเบื้องพระ ยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างได้น้อมนำพระราชดำริไปปฏิบัติใช้และหนึ่งในนั้นก็ มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยเฉพาะนิคมสหกรณ์แม่แตง สำนัก งานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดที่ดินให้ราษฎรในเขตท้องที่อำเภอแม่แตงกว่า 12,700 ไร่ ในสภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบเชิงเขา ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ มีปริมาณน้ำค่อนข้างจำกัด ทำให้สมาชิกและราษฎรบริเวณใกล้เคียง ประสบปัญหาด้านการประกอบอาชีพ ขาดการจัดการดินและทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นิคมสหกรณ์แม่แตงจึงได้จัด ทำโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในเขต นิคมสหกรณ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา โดยใช้พื้นที่ส่วนกลางของนิคมสหกรณ์แม่แตง จำนวน 50 ไร่ แล้วดำเนินการปรับสภาพพื้นที่ดังกล่าวเพื่อจัดทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ เศรษฐกิจพอเพียง
มีการคัดเลือกสมาชิก ราษฎรหรือสมาชิกในครัวเรือนหมุนเวียนเข้าเรียนรู้ และปฏิบัติจริงในแปลงสาธิต มีการมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากที่ดินทำกิน ประกอบอาชีพการเกษตร และปรับเปลี่ยนทัศนคติแนวคิดตลอดจนวิธีการผลิตมาเป็นการเกษตร โดยอาศัยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ภูมิปัญญาและวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นการลดต้น ทุนการผลิต เพิ่มรายได้ ฝึกนิสัยในการขยัน ประหยัด อดทนและอดออม อันจะส่งผลให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตในครอบครัวที่ดีขึ้น มีการดำรงชีวิตแบบพอมีพอกินและพึ่งตนเอง มีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน มีผลผลิตเหลือเพื่อจำหน่าย เสริมสร้างรายได้จุนเจือครอบครัว และสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับการครองชีพ ตลอดทั้งเป็นการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดชุมชนเข้มแข็งแล้วนำไปขยายผลต่อไปยังกลุ่มคนอื่น ๆ เป็นรูปแบบเครือข่ายกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มการผลิต ตลอดทั้งแก้ไขปัญหาด้านที่ดินทำกินมีประสิทธิภาพ และเป็นการตอบสนองยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศชาติ
วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ มีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่และปรัชญา เศรษฐกิจแบบพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นศูนย์แหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร โดยให้สมาชิกนิคมสหกรณ์ เข้ามาเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงและเป็นแหล่งศึกษาดูงานของเกษตรกรใน พื้นที่และเกษตรกร ทั่วไป เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกให้รู้จักความขยัน ประหยัด อดทน และอดออมในการประกอบอาชีพ
ตลอดปีงบประมาณ 2551 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านอาชีพที่สมาชิกสนใจ เป็นที่ต้องการของตลาดและสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นการขยายองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอาชีพเดิมให้เข้มแข็ง เพิ่มเติมอาชีพใหม่ ที่หลากหลาย และเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนการผลิต เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการประกอบอาชีพ จำนวน 15 กิจกรรมด้วยกัน ประกอบด้วย การเรียนรู้ด้านการเลี้ยงโคขุน การเรียนรู้ด้านการเลี้ยงสุกร การเรียนรู้ด้านการเลี้ยงแพะ การเรียนรู้ด้านการเลี้ยงกบ การเรียนรู้ด้านการเลี้ยงปลาในกระชัง การเรียนรู้ด้านการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก การเรียนรู้ด้านการเพาะเห็ด การเรียนรู้ด้านการปลูกผักปลอดสารพิษ การเรียนรู้ด้านการปลูกพืชสมุนไพรพื้นบ้าน การเรียนรู้ด้านการปลูกเสาวรส การเรียนรู้ด้านการปลูกยางพารา การเรียนรู้ด้านเตาเศรษฐกิจประหยัดพลังงาน การเรียนรู้ด้านปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพ การเรียนรู้ด้านบ่อแก๊สชีวภาพ และแปลงสาธิตพืชพลังงานทดแทน
ล่าสุดทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดโครงการสื่อมวลชนสัญจรโดยนำคณะผู้สื่อ ข่าวจากส่วนกลางเดินทางเข้าศึกษาการดำเนินงานของโครงการฯ ซึ่งหลายท่านให้ความสนใจกับการคัดเลือกเกษตรกรสมาชิกนิคมสหกรณ์ หรือบุคคลในครอบครัวสมาชิกว่ามีขบวนการในการคัดเลือกอย่างไร ก็พบว่าประเด็นสำคัญอันดับหนึ่งอยู่ที่ความสนใจและการยอมรับของสมาชิกที่จะ เข้ารับการอบรมและฝึกปฏิบัติ จากนั้นก็ทำความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขึ้นของโครงการ อาทิ การเข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ตามจำนวนที่เหมาะสมกับกิจกรรมที่ศูนย์เรียนรู้ได้กำหนดขึ้น และหลังจากผ่านการฝึกอบรมภาควิชาการแล้ว ก็จะต้องเข้ารับการเรียนรู้ด้วยการฝึกปฏิบัติจริง ภายใต้การให้คำปรึกษาแนะนำจากหน่วยงานบูรณาการที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละ ด้าน
ขณะเดียวกันเกษตรกรสมาชิกที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาเรียนรู้ในศูนย์ฯ จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ในด้านเทคโนโลยีการประกอบอาชีพที่ได้ ศึกษามาให้กับเกษตรกรรุ่นต่อ ๆ ไปที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ต่อไปด้วย
จากการพบปะกับเกษตรกรหลายราย ในวันดังกล่าวพบว่า ต่างมีความสุขและพึงพอใจกับการได้เข้ามาศึกษาในศูนย์แห่งนี้และต่างก็ให้ ความมั่นใจในการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แล้ว โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชียงใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชียงใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ขึ้นเชียงใหม่แวะแม่แตงเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ณ วันนี้พื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ดูจะยังอยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วไป ไม่น้อย เนื่องจากสภาพอากาศยังเย็นเป็นที่ต้องการของใครต่อใครอยู่ เมื่อเดินทางขึ้นไปและหากมีเวลาก็ลองแวะเข้าไปเยี่ยมชม ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในนิคมสหกรณ์แม่แตงดูแล้วจะเข้าใจทันทีว่าทำไม ประชาชนในพื้นที่แห่งนี้จึงไม่ทุกข์ร้อนกับภาวะเศรษฐกิจในตอนนี้เหมือนกับคน เมือง หรือคนที่เข้าเมืองเพื่อหางานทำ
นิคมสหกรณ์แม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเลือกให้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เมื่อไม่นานมานี้ กิจกรรมภายในศูนย์มีหลายอย่าง โดยแบ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี อาทิ การเลี้ยงหมู เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาในกระชัง เลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก การเพาะเห็ด และการปลูกผักปลอดสารพิษ ส่วนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวเกิน 1 ปี ก็มี การปลูกเสาวรส การเลี้ยงโคเนื้อ และการเลี้ยงแพะ นอกนั้นเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกษตรกรประหยัดรายจ่าย โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่มาทำให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า อาทิ การปลูกพืชสมุนไพร การผลิตน้ำส้มควันไม้ การทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และการทำแก๊สชีวภาพ เป็นต้น
ทางศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ภายหลังการจัดตั้งก็ทำหน้าที่โดยการ จัดอบรมเกษตรกรที่เป็นสมาชิกรุ่นแรก 30 คน ให้มาเรียนรู้การทำเกษตรแบบพอเพียง โดยพึ่งพิงเทคโนโลยีน้อยที่สุด เพื่อให้สามารถลดรายจ่าย ทำให้ครอบครัวมีความมั่นคงยั่งยืน เข้มแข็ง ซึ่งจะส่งผลให้สถาบันสหกรณ์ที่สังกัดอยู่เข้มแข็งไปด้วย
จุดประสงค์หลักของศูนย์คือ ให้ครัวเรือนอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยมีอาหารการกินตลอดทั้งปี ไม่ต้องไปซื้อไปหา และถ้ากินใช้อยู่ในครัวเรือนจนเหลือแล้วสามารถนำไปขายสร้างรายได้ ขณะเดียวกันทางศูนย์ฯ ก็จะสอนให้ทำบัญชีเรียนรู้การรับ-จ่าย ประจำวัน และประจำเดือน จึงเป็นผลให้ทุกคนรับรู้ถึงสถานะของตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การออมอย่างถูกวิธีจึงเกิดขึ้นตามธรรมชาติ
นิคมสหกรณ์แม่แตง จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งนิคมสหกรณ์ในท้องที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2513 โดยอาศัย พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มีพื้นที่ประมาณ 14,798 ไร่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 แปลง คือ แปลงที่ 1 พื้นที่ประมาณ 6,948 ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลสบเปิง และตำบล ขี้เหล็ก แปลงที่ 2 พื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลสันมหาพน และตำบลขี้เหล็ก แปลงที่ 3 พื้นที่ประมาณ 1,750 ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลแม่แตง แปลงที่ 4 พื้นที่ประมาณ 2,100 ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลอินทขิล มีอำนาจหน้าที่จัดสรรที่ดินของรัฐภายในแนวเขตที่ดินตามแผนที่ท้ายพระราช กฤษฎีกา ตามจำนวนดังกล่าวให้แก่ ราษฎรที่ไม่มีที่ทำกินหรือมีน้อย ไม่เกินครอบครัวละ 50 ไร่ และส่งเสริมแนะนำการบริหารงานการจัดการสหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด
โครงการฝึกอบรมอาชีพให้กับเกษตรกรของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ ได้ดำเนินการทั้งการอบรมในภาคทฤษฎี การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปประกอบอาชีพได้ อย่างถูกต้องและประสบผลสำเร็จ ซึ่งโครงการที่จัดฝึกอบรมนั้น ได้ดำเนินตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เกษตรกรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอประมาณ มีเหตุผลและมีภูมิคุ้มกันตัวเองที่ดี มีความรู้ ความเพียรและความอดทนในการใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา มีความสามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
สำหรับท่านที่สงสัยและยังมองไม่เป็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถทำให้ประชาชนมีกินอยู่ดีและมีเหลือเพื่อขาย สร้างรายได้เข้าครอบครัวอย่างไม่กระทบกระเทือน แม้สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังย่ำแย่อยู่ก็ตามนั้นเป็นอย่างไร ก็ลองแวะเข้าไปในพื้นที่ที่กล่าวถึงนี้แล้วคุยกับสมาชิกของศูนย์ฯ ท่านก็จะรู้อย่างเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะที่แห่งนี้มีตัวอย่างให้ได้เห็นอย่างชัดเจนทีเดียว.
นิคมสหกรณ์แม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเลือกให้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เมื่อไม่นานมานี้ กิจกรรมภายในศูนย์มีหลายอย่าง โดยแบ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี อาทิ การเลี้ยงหมู เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาในกระชัง เลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก การเพาะเห็ด และการปลูกผักปลอดสารพิษ ส่วนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวเกิน 1 ปี ก็มี การปลูกเสาวรส การเลี้ยงโคเนื้อ และการเลี้ยงแพะ นอกนั้นเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกษตรกรประหยัดรายจ่าย โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่มาทำให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า อาทิ การปลูกพืชสมุนไพร การผลิตน้ำส้มควันไม้ การทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และการทำแก๊สชีวภาพ เป็นต้น
ทางศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ภายหลังการจัดตั้งก็ทำหน้าที่โดยการ จัดอบรมเกษตรกรที่เป็นสมาชิกรุ่นแรก 30 คน ให้มาเรียนรู้การทำเกษตรแบบพอเพียง โดยพึ่งพิงเทคโนโลยีน้อยที่สุด เพื่อให้สามารถลดรายจ่าย ทำให้ครอบครัวมีความมั่นคงยั่งยืน เข้มแข็ง ซึ่งจะส่งผลให้สถาบันสหกรณ์ที่สังกัดอยู่เข้มแข็งไปด้วย
จุดประสงค์หลักของศูนย์คือ ให้ครัวเรือนอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยมีอาหารการกินตลอดทั้งปี ไม่ต้องไปซื้อไปหา และถ้ากินใช้อยู่ในครัวเรือนจนเหลือแล้วสามารถนำไปขายสร้างรายได้ ขณะเดียวกันทางศูนย์ฯ ก็จะสอนให้ทำบัญชีเรียนรู้การรับ-จ่าย ประจำวัน และประจำเดือน จึงเป็นผลให้ทุกคนรับรู้ถึงสถานะของตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การออมอย่างถูกวิธีจึงเกิดขึ้นตามธรรมชาติ
นิคมสหกรณ์แม่แตง จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งนิคมสหกรณ์ในท้องที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2513 โดยอาศัย พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มีพื้นที่ประมาณ 14,798 ไร่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 แปลง คือ แปลงที่ 1 พื้นที่ประมาณ 6,948 ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลสบเปิง และตำบล ขี้เหล็ก แปลงที่ 2 พื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลสันมหาพน และตำบลขี้เหล็ก แปลงที่ 3 พื้นที่ประมาณ 1,750 ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลแม่แตง แปลงที่ 4 พื้นที่ประมาณ 2,100 ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลอินทขิล มีอำนาจหน้าที่จัดสรรที่ดินของรัฐภายในแนวเขตที่ดินตามแผนที่ท้ายพระราช กฤษฎีกา ตามจำนวนดังกล่าวให้แก่ ราษฎรที่ไม่มีที่ทำกินหรือมีน้อย ไม่เกินครอบครัวละ 50 ไร่ และส่งเสริมแนะนำการบริหารงานการจัดการสหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด
โครงการฝึกอบรมอาชีพให้กับเกษตรกรของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ ได้ดำเนินการทั้งการอบรมในภาคทฤษฎี การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปประกอบอาชีพได้ อย่างถูกต้องและประสบผลสำเร็จ ซึ่งโครงการที่จัดฝึกอบรมนั้น ได้ดำเนินตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เกษตรกรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอประมาณ มีเหตุผลและมีภูมิคุ้มกันตัวเองที่ดี มีความรู้ ความเพียรและความอดทนในการใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา มีความสามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
สำหรับท่านที่สงสัยและยังมองไม่เป็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถทำให้ประชาชนมีกินอยู่ดีและมีเหลือเพื่อขาย สร้างรายได้เข้าครอบครัวอย่างไม่กระทบกระเทือน แม้สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังย่ำแย่อยู่ก็ตามนั้นเป็นอย่างไร ก็ลองแวะเข้าไปในพื้นที่ที่กล่าวถึงนี้แล้วคุยกับสมาชิกของศูนย์ฯ ท่านก็จะรู้อย่างเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะที่แห่งนี้มีตัวอย่างให้ได้เห็นอย่างชัดเจนทีเดียว.
'พลับ' ที่สถานีวิจัยดอยปุยกำลังให้ผลผลิต
สถานี วิจัยดอยปุย ตั้งอยู่ที่ ถนนศรีวิชัย ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ 119 ไร่ 2 งาน 2.5 ตารางวา เป็นแปลงทดลอง 74 ไร่ 1 งาน 97.5 ตารางวา สวนนี้นับเป็นสวนประวัติศาสตร์ของการเกษตรบนที่สูง คือเป็นสวนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 200,000 บาท เพื่อทรงสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาบนที่สูง เพื่อการจัดหาพื้นที่เพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินการศึกษา วิจัย โดยจัดซื้อสวนผลไม้ของชาวบ้านเพื่อใช้พัฒนาเป็นพื้นที่ในการวิจัย ณ สถานีวิจัยดอยปุย ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสถานีวิจัยดอยปุย ซึ่งถือเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกและแห่งเดียวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพื้นที่ให้สนองพระราชดำริการดำเนินงาน ของมูลนิธิโครงการหลวง และมีการศึกษาวิจัยพืชหลายชนิดก่อนนำไปขยายผลให้แก่เกษตรกรปลูกเชิงพาณิชย์ ต่อไป หนึ่งในนั้นก็มี “พลับ”
ซึ่งล่าสุดได้รับแจ้งจากสถานีวิจัยดอยปุยว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เป็น กิจกรรมสำคัญมาก ๆ ช่วงเวลาหนึ่งของการดูแลรักษาผลผลิตพลับ เนื่องจากเดือนนี้ผลพลับมีการหลุดร่วงบ้างแล้วและเริ่มมีสีนวลขึ้น พร้อมที่จะรับการห่อผล เพื่อป้องกันแมลงศัตรูเข้าทำลาย เช่น การกัดกินของตัวต่อป่า การจิกกินของนก การโฉบกินของค้างคาว หรือแม้แต่การมานั่งแทะกินของกระรอก กระแต การดูแลรักษาช่วงนี้จึงถือว่าสำคัญมากสำหรับผลผลิตที่มีคุณภาพของพลับ ด้วยเป็นช่วงที่ต้องพิจารณาคัดผลเพื่อให้เจริญเติบโตต่อไป หากคัดผลไม่ถูกต้องแล้วไปห่อก็จะทำให้เสียเวลา หรือเมื่อคัดผลถูกต้องแล้วห่อไม่ดีก็ยังคงล่อแหลมต่อการถูกทำลายอยู่ดี ฉะนั้นช่วงระยะนี้จึงมีความสำคัญสำหรับผู้ที่ปลูกพลับและปรารถนาจะให้ผล ผลิตออกมาสวยงามมีคุณภาพตามที่ต้องการ
“พลับ” เป็นไม้ผลเมืองหนาวประเภทยืนต้นขนาดใหญ่มีการเจริญเติบโตดี ลำต้นมีผิวหยาบกร้าน ขรุขระ สีน้ำตาลแก่ ใบสีเขียวเป็นมัน รูปหัวใจ ดอกคล้ายระฆังสีเหลืองอ่อน มีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย ส่วนดอกกะเทยนั้นพบน้อยมาก ลักษณะผลมีหลายแบบ เช่น กลม กลมแบน กลมยาวคล้ายรูปกรวย ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เนื้อผลจะแข็งเมื่อสุกเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงส้ม เมล็ดสีน้ำตาลแก่พลับบางชนิดก็มีรสฝาด บางชนิดก็มีรสหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็น เพื่อทำให้การพักตัวสิ้นสุดลง แต่ก็ไม่ชอบอากาศหนาวเย็นจัดเกินไป อุณหภูมิที่ลดต่ำอย่างกะทันหันระหว่างต้นฤดูหนาวทำให้เกิดอันตราย ดังนั้น ความเย็นและระยะความหนาวก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดินที่เหมาะก็คือดินร่วนปนทรายควรเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตดี
การขยายพันธุ์พลับทำได้หลายทาง เช่น การเพาะจากเมล็ด การใช้หน่อที่งอกมาจากราก การติดตาและต่อกิ่ง ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดมักจะกลายพันธุ์และมีการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ ต้นที่ได้จากหน่อที่งอกออกมาจากราก ก็ขยายพันธุ์ได้ช้าและมีจำนวนน้อย ส่วนการติดตาและต่อกิ่งทำได้ง่ายมาก แต่ต้องใช้ต้นตอที่มีระบบรากแข็งแรง พลับเป็นไม้ผลที่มีการผลัดใบ ต้องการสภาพอากาศที่หนาวเย็น ในฤดูหนาวใบจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนพอถึง เดือนมกราคมใบจะร่วงหมดต้น ต้นพลับจะพักตัวจนถึงเดือนมีนาคมก็จะเริ่มผลิใบขึ้นมาใหม่หลังจากนั้นไม่นาน ก็จะมีการผลิดอกและติดผล ผลจะแก่ในราวเดือนสิงหาคมถึงกันยายน
พลับขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด จึงไม่มีปัญหามากนักสำหรับการเลือกที่ปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสม 6-8x6-8 เมตร ซึ่งควรเริ่มปลูกต้นฤดูฝน การเตรียมหลุมปลูกพลับ ควรขุดให้มีความกว้างยาวลึกด้านละ 0.5x1 เมตร แบ่งดินบนไว้กองหนึ่งดินชั้นล่างไว้อีกกองหนึ่ง นำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า ๆ เทใส่ลงไปขนาดพอ ๆ กับกองดินบนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน หลังจากนั้นจึงค่อยเอาดินล่างกลบลงไปให้มีระยะสูงกว่าปากหลุมเล็กน้อย นำต้นพลับที่ชำไว้ลงปลูกได้เลย
สนใจต้องการดูการห่อพลับอย่างถูกวิธีช่วงนี้เข้าไปดูได้ที่สถานีวิจัยดอยปุย หมู่ 12 ถนนศรีวิชัย ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หรือโทรศัพท์สอบถามไปก่อนก็ได้ที่ 0-5321-1142 ต่อ 13 สำหรับท่านที่สนใจจะพักค้างแรมที่สถานีวิจัยแห่งนี้ทางสถานีก็มีบ้านพักไว้ บริการในราคาแบบราชการ
พีรศิษฐ์ สมแก้ว
ซึ่งล่าสุดได้รับแจ้งจากสถานีวิจัยดอยปุยว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เป็น กิจกรรมสำคัญมาก ๆ ช่วงเวลาหนึ่งของการดูแลรักษาผลผลิตพลับ เนื่องจากเดือนนี้ผลพลับมีการหลุดร่วงบ้างแล้วและเริ่มมีสีนวลขึ้น พร้อมที่จะรับการห่อผล เพื่อป้องกันแมลงศัตรูเข้าทำลาย เช่น การกัดกินของตัวต่อป่า การจิกกินของนก การโฉบกินของค้างคาว หรือแม้แต่การมานั่งแทะกินของกระรอก กระแต การดูแลรักษาช่วงนี้จึงถือว่าสำคัญมากสำหรับผลผลิตที่มีคุณภาพของพลับ ด้วยเป็นช่วงที่ต้องพิจารณาคัดผลเพื่อให้เจริญเติบโตต่อไป หากคัดผลไม่ถูกต้องแล้วไปห่อก็จะทำให้เสียเวลา หรือเมื่อคัดผลถูกต้องแล้วห่อไม่ดีก็ยังคงล่อแหลมต่อการถูกทำลายอยู่ดี ฉะนั้นช่วงระยะนี้จึงมีความสำคัญสำหรับผู้ที่ปลูกพลับและปรารถนาจะให้ผล ผลิตออกมาสวยงามมีคุณภาพตามที่ต้องการ
“พลับ” เป็นไม้ผลเมืองหนาวประเภทยืนต้นขนาดใหญ่มีการเจริญเติบโตดี ลำต้นมีผิวหยาบกร้าน ขรุขระ สีน้ำตาลแก่ ใบสีเขียวเป็นมัน รูปหัวใจ ดอกคล้ายระฆังสีเหลืองอ่อน มีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย ส่วนดอกกะเทยนั้นพบน้อยมาก ลักษณะผลมีหลายแบบ เช่น กลม กลมแบน กลมยาวคล้ายรูปกรวย ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เนื้อผลจะแข็งเมื่อสุกเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงส้ม เมล็ดสีน้ำตาลแก่พลับบางชนิดก็มีรสฝาด บางชนิดก็มีรสหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็น เพื่อทำให้การพักตัวสิ้นสุดลง แต่ก็ไม่ชอบอากาศหนาวเย็นจัดเกินไป อุณหภูมิที่ลดต่ำอย่างกะทันหันระหว่างต้นฤดูหนาวทำให้เกิดอันตราย ดังนั้น ความเย็นและระยะความหนาวก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดินที่เหมาะก็คือดินร่วนปนทรายควรเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตดี
การขยายพันธุ์พลับทำได้หลายทาง เช่น การเพาะจากเมล็ด การใช้หน่อที่งอกมาจากราก การติดตาและต่อกิ่ง ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดมักจะกลายพันธุ์และมีการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ ต้นที่ได้จากหน่อที่งอกออกมาจากราก ก็ขยายพันธุ์ได้ช้าและมีจำนวนน้อย ส่วนการติดตาและต่อกิ่งทำได้ง่ายมาก แต่ต้องใช้ต้นตอที่มีระบบรากแข็งแรง พลับเป็นไม้ผลที่มีการผลัดใบ ต้องการสภาพอากาศที่หนาวเย็น ในฤดูหนาวใบจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนพอถึง เดือนมกราคมใบจะร่วงหมดต้น ต้นพลับจะพักตัวจนถึงเดือนมีนาคมก็จะเริ่มผลิใบขึ้นมาใหม่หลังจากนั้นไม่นาน ก็จะมีการผลิดอกและติดผล ผลจะแก่ในราวเดือนสิงหาคมถึงกันยายน
พลับขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด จึงไม่มีปัญหามากนักสำหรับการเลือกที่ปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสม 6-8x6-8 เมตร ซึ่งควรเริ่มปลูกต้นฤดูฝน การเตรียมหลุมปลูกพลับ ควรขุดให้มีความกว้างยาวลึกด้านละ 0.5x1 เมตร แบ่งดินบนไว้กองหนึ่งดินชั้นล่างไว้อีกกองหนึ่ง นำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า ๆ เทใส่ลงไปขนาดพอ ๆ กับกองดินบนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน หลังจากนั้นจึงค่อยเอาดินล่างกลบลงไปให้มีระยะสูงกว่าปากหลุมเล็กน้อย นำต้นพลับที่ชำไว้ลงปลูกได้เลย
สนใจต้องการดูการห่อพลับอย่างถูกวิธีช่วงนี้เข้าไปดูได้ที่สถานีวิจัยดอยปุย หมู่ 12 ถนนศรีวิชัย ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หรือโทรศัพท์สอบถามไปก่อนก็ได้ที่ 0-5321-1142 ต่อ 13 สำหรับท่านที่สนใจจะพักค้างแรมที่สถานีวิจัยแห่งนี้ทางสถานีก็มีบ้านพักไว้ บริการในราคาแบบราชการ
พีรศิษฐ์ สมแก้ว
ป้ายกำกับ:
เชียงใหม่,
เดลินิวส์--ท่องโลกผลิตภัณฑ์,
พลับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)