แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิษณุโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิษณุโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

'บางแก้ว' สุนัขพันธุ์ไทยแห่งสองแคว

นิสัยโดดเด่น 'รัก-หวงเจ้าของ'
วันนี้...ชื่อกระฉ่อนตลาดสากล

พิษณุโลก...หรือเมืองสองแควในอดีต ถือเป็นจังหวัดที่อยู่ทางตอนล่างของภาคเหนือ หรือเปรียบเสมือนเป็นประตูสู่ภาคเหนือ อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นกำเนิดของสุนัขบางแก้ว ที่เป็นสุนัขสายพันธุ์ไทยแท้ และกำลังเป็นที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายไปทั่วทุกภาคของประเทศไทยในขณะ นี้ รวมไปถึงต่างประเทศโดยสุนัขสายพันธุ์บางแก้ว มีประวัติมาตั้งแต่สมัยโบราณ ว่ากันว่าที่ หมู่บ้านบางแก้ว อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ได้มี หลวงตามาก เมธาวี ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ของวัดบางแก้ว ในสมัยนั้น ที่วัดของท่านได้เลี้ยงสุนัขไว้ ไม่ต่ำกว่า 20-30 ตัว ซึ่งเป็นสุนัขบ้านสายพันธุ์ทาง ที่มีชาวบ้านนำมาปล่อยไว้ภายในวัด จนแพร่ลูกแพร่หลานเต็มไปหมด และที่สำคัญสุนัขที่อยู่ใน วัดบางแก้วนั้นล้วนแต่เป็นสุนัขที่สอนง่าย และมี นิสัยหวงของ จนทำให้ชาวบ้านนิยมมาขอสุนัขที่วัดไปเลี้ยงตามบ้าน เพื่อฝึกให้เฝ้าบ้านยามต้องทิ้งบ้านไปไร่ไปนา หรือแม้แต่ฝึกให้ล่ากระต่าย และฝึกไว้คอยต้อนเป็ดเข้าเล้า จนเป็นที่กล่าวขานของคนทั่วไปว่าสุนัขวัดบางแก้วมีความฉลาดปราดเปรียวกว่า สุนัขที่อื่น ๆ

อดีตนั้น บ้านบางแก้ว เป็นบ้านป่า อยู่ในถิ่นทุรกันดาร พื้นที่เป็นป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด รวมทั้งสุนัขจิ้งจอก และหมาไน อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าสาเหตุที่สุนัขของวัดบางแก้วนั้นฝึกสอน ง่าย และมีนิสัยรักเจ้าของหวงของนั้น สุนัขบางแก้วน่าจะเกิดมาจากสุนัขพันธุ์ทางที่ทางวัดเลี้ยงไว้ แอบไปผสมพันธุ์กับสุนัขจิ้งจอกหรือไม่ก็หมาไน ที่มีอยู่อย่างชุกชุมบริเวณรอบ ๆ วัดในสมัยก่อน เพราะสุนัขจิ้งจอกและหมาไนเหล่านี้ เมื่อถึงช่วงฤดูแล้ง ก็มักจะแอบเข้ามาหากินในเขตบริเวณวัดอยู่เป็นประจำ และมักจะผสมพันธุ์กับสุนัขพันธุ์ทางที่ทางวัดเลี้ยงไว้ จนแพร่ลูกหลานเต็มไปหมด ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณหมู่บ้านนั้นเห็นเป็นเรื่องปกติ สุนัขจิ้งจอกและหมาไนทั้งหลายนี้เป็นสุนัขที่มีความว่องไว ปราดเปรียว แข็งแรง เมื่อมีการผสมข้ามพันธุ์กันตามธรรมชาติ ในที่สุดก็ได้สุนัขพันธุ์ผสม ที่ชาวบ้านตั้งชื่อเรียกตามชื่อหมู่บ้านว่า หมาไทยพันธุ์บางแก้ว ซึ่งเป็นสุนัขที่ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างสุนัขพันธุ์ทาง กับสุนัขจิ้งจอก และหมาไน ซึ่งมีลักษณะเด่นปรากฏโฉมออกมาคือ มีขนยาว ขนมีลักษณะเป็นขนสองชั้นคล้ายอานม้า หางเป็นพวงสวยงาม มีขนที่แผงคอคล้ายแผงคอสิงโต เฉลียวฉลาด มีไอคิวสูงไม่แพ้สุนัขพันธุ์ต่างประเทศ และมีนิสัยเด่นด้วยความซื่อสัตย์และรักเจ้าของ จึงทำให้ชาวบ้านต่าง มีความเชื่อกันว่าสุนัขไทยพันธุ์บางแก้วเป็นสุนัขลูกผสมสามสายเลือด มีพื้นที่ต้นกำเนิดอยู่ในเขต บ้านบางแก้ว ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก สุนัขบางแก้วมีลักษณะเด่นหลายอย่างโดยเฉพาะรักเจ้าของและฉลาด จึงเป็นที่นิยมหากันไปเลี้ยงติดบ้าน จนในช่วงหลังมานี้สุนัขค่อนข้างหายาก และมีการนำออกมาจำหน่ายกันโดยมีราคาสูงพอ ๆ กับสุนัขสายพันธุ์ดัง ๆ จากต่างประเทศ

จนทำให้วันนี้มีผู้ที่ชื่นชอบและนิยมเลี้ยงสุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว ได้ออกมารวมตัวกันก่อตั้งเป็น สมาคมผู้เลี้ยงสุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว จ.พิษณุโลก โดยมี นายพิชัย คำสุวรรณ เป็นนายกสมาคม โดยนายพิชัย เปิดเผยว่า ทางสมาคมได้ร่วมมือกับผู้นิยมเพาะเลี้ยงสุนัขพันธุ์ไทยบางแก้ว ในจังหวัดพิษณุโลก จำนวนกว่า 50 ราย ร่วมกันก่อตั้งสมาคมขึ้นที่บ้านเลขที่ 999/179 หมู่บ้านปาล์มเพลส หมู่ 3 ต.อรัญญิก อ.เมือง จ.พิษณุโลก เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการรวมกลุ่มของนักนิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์ไทยบางแก้ว ในจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดใกล้เคียง พร้อมกับจัดให้ที่ทำการสมาคมเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสายพันธุ์สุนัขบางแก้ว ร่วมกันและเป็นไปในทิศทางเดียว กัน เพื่อความเป็นมาตรฐานในการพัฒนาสายพันธุ์สุนัขพันธุ์บางแก้ว พร้อมกับจัดให้มีการส่งเสริม สนับสนุน ให้สมาชิกมีการพัฒนาสุนัขพันธุ์ไทย บางแก้วให้มีคุณภาพ โดยใช้หลักพันธุกรรมศาสตร์เพื่อให้ได้ลูกสุนัขออกมาตามมาตรฐานสายพันธุ์ ร่วมกันอนุรักษ์พัฒนาสุนัขพันธุ์บางแก้วให้มีคุณภาพมาตรฐานทัดเทียมกับสุนัข นานาพันธุ์ ขจัดข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการเลี้ยงสุนัข เพื่อให้สุนัขพันธุ์บางแก้วเป็นที่ยอมรับให้กว้างขวางยิ่ง ๆ ขึ้น รวมทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมลูกสุนัขเพื่อส่งขายในตลาดต่างประเทศ และในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการร่วมกันผลักดันให้สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วได้มีโอกาสขึ้น ทะเบียนกับ สมาพันธ์สุนัขโลก เพื่อเป็นการผลักดันให้สุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว เป็นสินค้าส่งออกไปยังตลาดต่าง ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้เองสุนัขไทย พันธุ์บางแก้ว ที่มีต้นกำเนิดอยู่ที่ จ.พิษณุโลก
ก็กำลังเป็นที่นิยมเลี้ยงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉลี่ยปัจจุบันทาง

ผู้เพาะเลี้ยงสามารถผลิตลูกสุนัขไทยสายพันธุ์ บางแก้วส่งขายได้เป็นจำนวนมากต่อปี ส่วนสุนัข ที่มีรูปร่างดีสีสวยหรือสุนัขที่เคยผ่านการประกวดในสนามต่าง ๆ และเป็นแชมป์ติดต่อกันมาหลายสนามนั้น สามารถส่งขายให้กับผู้นิยมเลี้ยงหรือ ผู้ที่ชื่นชอบได้ในราคาสูงถึงหลักแสนเลยทีเดียว จนทำให้ปัจจุบันมีชาวบ้านหลายคนหันมาประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสุนัขไทยพันธุ์ บางแก้วขายกันอย่างแพร่หลาย โดยจะมีความนิยมแตกต่างกันไปตามชื่อเสียงของฟาร์มแต่ละฟาร์มที่มีสุนัขสาย พันธุ์ดี ๆ ที่มีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ อยู่ในฟาร์มของตัวเอง และมีสุนัข ที่ชนะการประกวดมาจากสนามต่าง ๆ ไว้ในครอบครองเพื่อเป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ โดยหากเป็นสุนัขพันธุ์บางแก้วที่ มีขายอยู่ทั่วไปนั้นก็จะมีราคาอยู่ที่ ตัวละประมาณ 2-5 พันบาท และหากเป็นลูก สุนัขที่มีพ่อเป็นแชมป์หรือแม่เป็นแชมป์สายพันธุ์ดี ๆ ก็จะมีราคาขยับสูงขึ้นไปอีก

สำหรับสุนัขบางแก้วตามมาตรฐานพันธุ์สุนัขไทยบางแก้วนั้น หรือที่เรียกกันว่าสุนัขอเนกประสงค์ (Utility Group) ลักษณะโดยทั่วไปของสุนัขพันธุ์บางแก้วที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้สุนัขบางแก้ว เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และคงไว้ซึ่งลักษณะเอกลักษณ์ ประจำพันธุ์ที่แน่นอน

และหากท่านที่สนใจจะหาซื้อสุนัขพันธุ์ไทยบางแก้วไปเลี้ยงนั้นหลักการเลือกลูกสุนัขนั้นต้องดูหลัก ๆ คือเลือกลูกสุนัขที่มีเหงือกสีแดง
จมูกมัน ไม่แห้ง แววตาสดใสร่าเริง มีสุขภาพดี นิสัยร่าเริงสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงได้ตามเกณฑ์มาตรฐานพันธุ์ ศึกษาจากประวัติพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และสายพันธุ์ ดูว่าลูกสุนัขมาจากคอกหรือฟาร์มใด เจ้าของลูกสุนัขเป็นใคร และที่สำคัญใครเป็นผู้ขาย ต้องขอชื่อและเบอร์โทรฯ เพื่อติดต่อเมื่อเวลามีปัญหาหากสุนัขเจ็บป่วยจะได้โทรฯปรึกษา หรือขอคำแนะนำได้จากสมาคมที่ออกใบรับรองสายพันธุ์ของลูกสุนัข เพื่อป้องกันการโดนหลอก ก็จะได้ลูกสุนัขพันธุ์บางแก้วที่มีคุณภาพที่ดี

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว กล่าวต่ออีกว่า สำหรับสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์ไทยบางแก้ว จ.พิษณุโลก ขณะนี้มีคอกสุนัขที่มีลูกสุนัขได้มาตรฐานสุนัขพันธุ์ไทยบางแก้วกว่า 10 ฟาร์มที่มีสุนัขพันธุ์บางแก้ว และมีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ที่ผ่านการประกวดในสนามต่าง ๆ ระดับประเทศ จนได้รับรางวัลมากมาย เป็นการการันตีถึงคุณภาพได้ และขณะนี้สามารถผลิตลูกสุนัขส่งขายให้กับผู้นิยมทั่วประเทศ โดยมีการพัฒนาสายพันธุ์สุนัขไทย บางแก้วให้มีความอ่อนโยนไม่ดุร้ายมีนิสัยร่าเริงขี้อ้อน โดยเน้นการพัฒนาให้สุนัขไม่ก้าวร้าวและดุร้ายเหมือนอย่างที่ทุกคนเข้าใจว่า สุนัขพันธุ์บางแก้วนั้น ดุร้าย โดยทางสมาคมยินดีให้คำปรึกษาสำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้ว และคนที่คิดจะเลี้ยงอีกด้วย.

เดชา พถฒิกานนท์

เลี้ยงวัวตามแบบของผู้ใหญ่บ้านที่มีความพอเพียง...

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระ ราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแควน้อยฯ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ (กปร.) เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณและประสานการดำเนินงาน ซึ่งนอกจากสร้างเขื่อนแล้ว ทางสำนักงาน กปร.ยังจัดฝึกอาชีพของราษฎรในพื้นที่รายรอบเขื่อนโดยการส่งเสริมสนับสนุนจาก หน่วยราชการในจังหวัดพิษณุโลก อาชีพที่สนับสนุนเหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพเสริมรายได้และช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ แก่ครอบครัวเพื่อให้ประชาชนบริเวณรอบเขื่อนมีอาชีพและรายได้ เสริมเลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้น

เคยบอกไปแล้วใช่ไหม ถ้าจำได้นะว่า...นายสมพงษ์ อ้นชาวนา อยู่ที่หมู่ 2 บ้านบางกระน้อย ต.นครป่าหมาก อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เขาได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโครงการ เฉลิมพระเกียรติ “80 พรรษา ปวงประชา สุขศานต์” ซึ่งเป็นผู้น้อมนำ แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ไปปฏิบัติจนมีชีวิตที่ดีขึ้น

กิจกรรมที่เพิ่มรายได้ให้ครอบครัวของเขา เช่น เลี้ยงวัว เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เลี้ยงจิ้งหรีด ปลูกข้าว ปลูกไม้ผล ทำปุ๋ยหมัก เผาถ่าน ทำให้ครอบครัวมีรายได้มั่นคงและมีภูมิคุ้มกันในตัวเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง

ผู้ใหญ่สมพงษ์ทำอะไรสารพัด แต่ทำได้ดีเสียด้วยนะ เคยบอกไปแล้วว่า เขาเลี้ยงกบได้ตัวโต๊...โต..ทีนี้จะเล่าถึงการเลี้ยงวัวของเขา ว่าเขาเลี้ยงอย่างไรถึงเลี้ยงได้ ดี ลองมาฟังแนวคิดของเขาดีกว่า เขาเล่าว่า....

...ก่อนที่จะเลี้ยงวัว ผมได้ชักชวนชาวบ้านให้เขาเลี้ยงวัวกัน แต่ชาวบ้านเขาบอกว่า ทำนาตั้ง 20-30 ไร่ จะเลี้ยงวัวได้อย่างไร ผมก็เลยทดลองเลี้ยงเอง ผมทำนา 70 ไร่ ทีแรกซื้อวัวมาเลี้ยง 3 ตัว เป็นแม่วัว เมื่อผมไปนาตอนเช้าผมก็เอารถไปด้วย เอาเคียวไปเกี่ยวหญ้ามาให้วัวกินทุกวันจนชาวบ้านเห็นว่าผมทำได้ ผมเลี้ยงวัว 3 ปีจากแม่วัว 3 ตัว ปัจจุบันมีวัว 11 ตัว ซึ่งผมคิดว่า มันเป็นอาชีพเสริมได้เป็นอย่างดี ผมเลี้ยงแม่วัวเมื่อวัวออกลูก ผมเอารกวัวไปหมักทำฮอร์โมน เอาไว้ฉีดข้าวหรือพืชผลต่าง ๆ ได้ผลเป็นอย่างดี เป็นฮอร์โมนที่ช่วย ให้พืชเขียวงาม ส่วนขี้วัวก็นำมาทำปุ๋ยใส่ข้าวหรือต้นไม้ มีการปลูกหญ้าไว้ให้วัวกิน โดยการใช้ที่ดอนปลูกหญ้า

ส่วนใหญ่ชาวบ้านคิดว่า การ เลี้ยงวัวต้องมีพื้นที่กว้าง ๆ เหมือนเมื่อก่อน แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เราสามารถเลี้ยงแบบ ง่าย ๆ โดยการทำคอกให้อยู่เฉพาะที่ไม่ต้องปล่อยให้มันออกไปเพ่นพ่าน แต่เราต้องเกี่ยวหญ้ามาให้มันกิน จึงไม่ต้องใช้พื้นที่มากก็เลี้ยงได้

“เพียงแต่เราต้องขยันหาหญ้าหรือใช้ที่ดอนทำหญ้าไว้เพื่อเกี่ยวมาเลี้ยงวัว” เขาย้ำ

ถ้าเราเลี้ยงวัว 2 ตัว เราลงทุน 20,000 บาท คือ ซื้อวัวตัวละ 10,000 บาทเป็นวัวผู้ เรียกว่า วัวขุน วัว 2 ตัว ปลูกหญ้า 2 งานหรือเกี่ยวหญ้าจากที่ว่างเปล่าอื่น ๆ หรือเก็บฟางก็เพียงพอให้วัวแล้ว เลี้ยง 18 เดือนก็ขายได้ตัวละ ประมาณ 25,000 บาท

หากว่าเป็นวัวตัวเมียก็ต้องลงทุน เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยแต่คุ้ม คือ ถ้าเราเลี้ยงวัวตัวเมียราคาตัวละประมาณ 20,000 บาท แต่เราจะได้ลูกวัวทุกปี ส่วนแม่วัวตอนที่มันออกลูกเรา จะได้รกของมันเอามาหมักเป็นฮอร์โมน เอาไว้ใช้ในนาหรือฉีดพ่นพืชผักต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยการนำเอารกวัวมาหมัก รกวัว 1 ตัวจะหนักประมาณ 4 กก. เอากากน้ำตาลใส่ 2-4 กก. อีเอ็ม 1 ลิตร น้ำเปล่า 18-20 ลิตร หมักไว้ 3 เดือนนำมาใช้ได้ อัตราส่วนการใช้ 30-50 ซีซี ต่อน้ำ 20-25 ลิตร ฉีดพ่นทุก 15 วัน จะช่วยให้พืชเขียวงามดีมาก ขี้วัวนำมาทำปุ๋ยหมักอัดเม็ดใช้แทนปุ๋ยเคมีได้ผลเป็นอย่างดี

เห็นไหมว่า เขาทำได้ดีทีเดียว มีแนวคิดที่อิงไปกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ...ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่ ผู้ใหญ่บ้านสมพงษ์ อ้นชาวนา โทร.08-9437-5924.

'สุโขสโมสร'

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

การเลี้ยงกบในกระชังของผู้ใหญ่บ้านที่มีความพอเพียง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยราษฎรในทุกพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน จังหวัดพิษณุโลกเช่นเดียวกันที่ราษฎรเดือดร้อนที่มักประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในฤดูฝนและใน ฤดูแล้งก็จะพบปัญหาน้ำแล้งมาโดยตลอด ดังนั้นจึงมี พระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแควน้อยฯ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณและประสานการดำเนินงานในการก่อสร้างเขื่อนแควน้อยฯ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 และจะสามารถกักเก็บน้ำได้ในช่วงฤดูฝนในปีนี้

นอกจากจะสร้างเขื่อนแล้ว ทางสำนักงาน กปร.ยังจัดให้มีการฝึกอาชีพของราษฎรในพื้นที่รายรอบเขื่อนโดยการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยราชการใน จังหวัดพิษณุโลก อาชีพที่สนับสนุนเหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพเสริมรายได้และช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่ครอบครัวเพื่อให้ประชาชนบริเวณรอบเขื่อนมีอาชีพและรายได้ เสริมเลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้น

ตัวอย่าง เช่น นายสมพงษ์ อ้นชาวนา อยู่ที่หมู่ 2 บ้านบางกระน้อย ต.นครป่าหมาก อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เขาได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโครงการเฉลิมพระเกียรติ “80 พรรษาปวงประชาสุขศานต์” ซึ่งเป็นผู้น้อมนำ แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ไปปฏิบัติจนมีชีวิตที่ดีขึ้น

กิจกรรมที่เพิ่มรายได้ เช่น เลี้ยงวัว เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เลี้ยงจิ้งหรีด ปลูกข้าว ปลูกไม้ผล ทำปุ๋ยหมัก เผาถ่าน ทำให้ครอบครัวมีรายได้มั่นคงและมีภูมิคุ้มกันในตัวเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เห็นเขาเลี้ยงกบในกระชังได้ตัวโตมาก... มาก จึงขอคำแนะนำจากเขามาว่าเลี้ยงอย่างไรให้ได้ตัวโตขนาดนั้น เผื่อผู้อ่านจะนำไปเลี้ยงบ้าง อาจจะประสบความสำเร็จเช่นเขา ทอดกบนี่เป็นอาหารขึ้นชื่อของฝรั่งเศสเชียวนะ แต่ของเขาไม่รู้สายพันธุ์อะไร นอกจากกบแล้วชาวฝรั่งเศสเขายังนิยมรับประทานหอยทากด้วย อ่านแล้วเชื่อว่าผู้อ่านมีอยู่ 2 ทางเลือกคือ อยากกิน และไม่อยากกิน...

สมพงษ์ อ้นชาวนา บอกว่า การเลี้ยงกบในกระชังมีวิธีการคือต้องนำกระชังลงไปแช่ไว้ในบ่อ โดยการปักเสา 4 เสาแล้วมัดกระชังตัดกับหลักไม้ขอบกระชังสูงจากผิวน้ำประมาณ 1 เมตร แล้วทำแพไม้ไผ่ใส่ในกระชังความกว้าง-ยาวแล้วแต่ขนาดของกระชัง และนำผักบุ้งใส่ลงไปด้วยเอาไว้ให้เป็นที่หลบอาศัยของกบ พอเสร็จแล้วนำลูกกบใส่ลงไปตามขนาดของกระชัง ไม่ให้มากหรือน้อยเกินไปเพราะถ้าใส่ลูกกบลงไปมากจะทำให้กบแน่นกระชัง แล้วกบจะกินกันเองหรือไม่จะกัดกันเกิดแผลและจะตายในที่สุด หรือหากใส่น้อยเกินไปกบจะมีปัญหา คือ กินอาหารไม่ทั่วถึงเพราะว่าเราต้องหว่านอาหารลงในน้ำพื้นที่มันกว้างเกินกว่าที่กบจะว่ายน้ำกินอาหารได้หมด เพราะฉะนั้น เราต้องเน้นความพอประมาณในการเลี้ยงการเลี้ยงอาหารควรให้อาหารแต่พอดี เพราะถ้าให้มากเกินไปจะทำให้น้ำเสียเร็ว แต่ถ้าให้น้อยเกินจะทำให้กบกินไม่อิ่ม เมื่อกินไม่อิ่มมันก็จะกินกันเอง

ข้อดีของการเลี้ยงกบในกระชังคือเราไม่ต้องถ่ายน้ำและเศษอาหารที่เหลือก็ยังจมลงไปให้ปลาที่อยู่ในบ่อกินต่อไปอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องปล่อยปลาลงไปในบ่อน้ำนั้นด้วยเพื่อให้ปลาคอยเก็บเศษอาหารกิน

สมพงษ์บอกว่า หากใครยังไม่ขุดบ่อและไม่อยากขุด สามารถทำบ่อเลี้ยงกบง่ายได้ดังนี้เพียงนำดินมาทำเป็นคันล้อมเป็นสี่เหลี่ยมเป็นบ่อทำคันดินกว้าง 50 ซม. สูง 20-30 ซม. โดยเว้นบริเวณบ่อกว้าง 3 คูณ 3 เมตร ปูด้วยผ้ายางในบ่อ ส่วนนอกบ่อล้อมด้วยผ้าลี่สูง 120 ซม. วางท่อระบายน้ำบริเวณพื้นบ่อเพื่อปล่อยน้ำออกบ่อที่ทำ ไม่ควรขุดลงไปเพราะจะปล่อยน้ำยาก ต้องวิดหรือสูบออก แนะนำให้นำดินจากที่อื่นมาทำเป็นคันดินกั้นน้ำและวางท่อจะปล่อยน้ำออกง่าย ทำบ่อเสร็จปล่อยน้ำใส่ลงบ่อให้เต็ม นำผักบุ้งใส่ลงไปในบ่อเอาไว้ให้ลูกกบอาศัย แล้วนำเอาลูกกบใส่ลงในบ่อ 1,000 ตัว จะพอดีกับพื้นที่ 3 คูณ 3 เมตร เลี้ยงด้วยอาหารปลาดุกหรืออาหารกบตามขนาดของตัวกบ แต่ขอแนะนำให้อาหารปลาดุกจะประหยัดต้นทุน ในช่วงที่ลูกกบยังตัวเล็กให้เลี้ยงด้วยหัวอาหาร แต่พอกบโตขึ้นให้ไป เอาหอยเชอรี่ต้มแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้กบกินคู่กับ หัวอาหารหรือให้กินหอยเชอรี่อย่างเดียวก็ได้จะทำให้ประหยัดเป็นอย่างมาก โดยเอากองบนไม้กระดานเป็นกอง ๆ ประเดี๋ยวกบจะมากินเอง แต่แนะนำให้เลี้ยงในช่วงเย็นเพราะกบจะกินในตอนกลางคืนหรือถ้าที่ไหนมีลูกปลาซิวหรือปลากระดี่ ให้ไปช้อนเอามาเป็น ๆ มาใส่ไว้ในบ่อ เดี๋ยวกบจะกินเองจะลดต้นทุนได้เยอะมาก

การนำกบลงบ่อแนะนำให้เอาลูกอ๊อดที่ออกขาหมดแล้ว แต่หางยังไม่หลุด เพราะลูกกบช่วงนี้จะอยู่ในน้ำกำลังจะขึ้นนั่งบนบก ลูกกบจะคุ้นเคยกับบ่อเป็นอย่างดีเพราะมันจะคิดว่าเป็นธรรมชาติไม่กระโดดชนผ้าลี่ แต่ถ้าเอาลูกกบที่กระโดดได้แล้วมันอาจจะกระโดดชนผ้าลี่ตายได้

“เมื่อเราปล่อยลูกกบลงไป 1,000 ตัว จะเหลือกบที่โตแล้วประมาณ 800 ตัว เพราะกบจะกินกันเองหรือตายเอง เราต้องคอยดูว่ามีอะไรเข้าไปกวนกบได้หรือไม่ ถ้าเราปล่อยกบ 1,000 ตัว แล้วเหลือกบ 800 ตัว แล้วเลี้ยง 3 เดือนกบจะโตอยู่ที่ 4-5 ตัวต่อกิโลกรัม รวมแล้วได้กบ 175-200 กก. ถ้าขายโลละ 50 บาทก็ได้ประมาณ 8,500-10,000 บาท”

ข้อแนะนำอีกอย่างจากผู้ใหญ่สมพงษ์ อ้นชาวนา คือต้องคอยให้ยาถ่ายพยาธิอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ถ้ามีปัญหาน้ำเน่าเสียให้ราดด้วยสารน้ำ หมักชีวภาพหรือ อีเอ็ม ตามที่จำหน่ายในท้องตลาด จะช่วยให้เกิดออกซิเจนขึ้น ปัญหาน้ำเน่าจะเกิดน้อยลง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ใหญ่บ้านสมพงษ์ โทร. 08-9437-5924.

สุโขสโมสร